ทานตะวันอุตสาหกรรม ชี้แจงผลประกอบการ ปี 2537 เทียบกับประมาณก
07 April 1995
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด(มหาชน) แจ้งว่า ตามที่บริษัทฯได้รับการพิจารณาอนุมัติให้
เป็นบริษัทจดทะเบียน และเข้าทำการซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวา
คม 2537 ด้วยประมาณการของผลประกอบการปี 2537 จะมีรายได้รวม 552.5 ล้านบาท กำไรสุทธิ
44.8 ล้านบาท ซึ่งผลจากประกอบการที่เกิดขึ้นจริง บริษัทมีรายได้รวม 593.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ
29.8 ล้านบาท
บริษัท ทานตะวันอุตสาหรรม จำกัด (มหาชน)และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด
(มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ขอชี้แจงร่วมกันถึงการที่บริษัท มีกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริงของปี
2537 ต่ำกว่าประมาณการเกินร้อยละ 25 นั้นเนื่องจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ต้นทุนการขายเทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี 2537 ร้อยละ 77.4 ในขณะที่ตัวเลขดัง
กล่าวสำหรับประมาณการปี 2537 ร้อยละ 72.8 นั่นคือ ต้นทุนการขายเทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี
2537 สูงกว่าประมาณการร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นค่าวัตถุดิบร้อยละ 4.5 สาเหตุมาจากการขึ้น
ราคาเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าของบริษัท ในเดือนมกราคม-ธันวาคม 2537 ที่
ผ่านมาราคาเม็ดพลาสติก PP, HDPE และ LDPE สูงขึ้นร้อยละ 94.49, 74.07 และ 51.16
ตามลำดับ ในขณะที่ราคาขายสินค้าที่ใช้วัตถุดิบเหล่านี้ปรับตัวขึ้นเพียงร้อยละ 14.45, 18.90 และ
8.82 ตามลำดับ ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกิดผลกระทบกับตลาดทั่วโลก จนเป็นเหตุ
ให้โรงงานผลิตพลาสติกแปรรูปขนาดเล็กต้องปิดตัวเองลงหลายบริษัท ทางบริษัทซึ่งนับเป็นผู้นำ
ทางตลาดของประเทศไทยในปัจจุบันก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน แต่ทางบริษัทสามารถ
แบกรับภาระที่เกิดขึ้น และเกิดผลเสียหายน้อยที่สุดทั้งแก่บริษัท และลูกค้า โดยบริษัทมีนโยบายรักษา
ความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าและประสงค์จะรักษาสัดส่วน MARKET SHARE ของบริษัทไว้จึงปรับราคา
ขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย และจากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน จึงทำ
ให้บริษัทสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ดังกล่าวมาได้ด้วยดี
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัทก็ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงนโยบายระบบ และวิธีการสั่งซื้อวัตถุดิบ
ให้สอดคล้องกับนโยบายการขายตลอดเวลาและให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัด
ตั้งหน่วยงานในการติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของราคาเม็ดพลาสติกทำให้บริษัทรับ
ทราบข้อมูลด้านราคาในปัจจุบัน และแนวโน้มราคาในตลาดโลกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตลอดจน
การกระจายความเสี่ยงในการจัดหาแหล่ง SUPPLY ให้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ทางบริษัทยังได้มีการจัดตั้ง
หน่วยงาน R&D เพื่อวิจัยพัฒนาโรงงาน เครื่องจักร และเทคนิคการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและ
ลดต้นทุนการผลิตรวมทั้งพยายามเน้นการขยายการผลิตสินค้า ทีมี VALUE-ADDED และสินค้าที่มี NET
MARGIN สูงให้เป็นสินค้าหลัก และมีสัดส่วนการขายมากขึ้น รวมทั้งมีนโยบายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ
เพื่อเพิ่ม PRODUCT LINE ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีผลกำไรสูงขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังจะช่วยลดความ
เสี่ยงทางธุรกิจของบริษัทต่อไปด้วย
2.ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี 2537 ร้อยละ 19 ในขณะ
ที่ตัวเลขดังกล่าวสำหรับประมาณการปี 2537 ร้อยละ 17.6 นั่นคือค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร
เทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี 2537 สูงกว่าประมาณการร้อยละ 1.4 เนื่องจากการที่บริษัทได้มี
การขยายและเพิ่มกำลังการผลิตโดยเฉพาะถุงบางและถุงซิปทำให้ต้องมีการเพิ่มบุคคลากรเพื่อรองรับ
การขยายงานมากขึ้น นอกจากนี้ทางบริษัทได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพิ่มขึ้น ทั้งใน
รูปของผลตอบแทน ปรับปรุงสวัสดิการต่างๆ และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานให้ทันสมัย
ตลอดจนเน้นการฝึกอบรมสัมมนาให้มีความรู้ความชำนาญในงานมากยิ่งขึ้น
นอกจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง และพัฒนาทรัพยากรบุคคลดังกล่าวแล้ว บริษัทยังประสบกับ
ภาวะค่าระวางสินค้าในการส่งออกที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการส่งออกดัง
กล่าวได้ปรับตัวลงสู่ภาวะปกติแล้ว