ชี้แจงผลประกอบการปี 2537 เทียบกับประมาณการ
11 April 1995
ที่ THIP 021/2538
วันที่ 4 เมษายน 2538
เรื่อง ชี้แจงผลประกอบการ ปี 2537 ของ บมจ. ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เทียบกับประมาณการ
เรียน กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ตามที่บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) ได้รับการพิจารณาอนุมัติให้เป็นบริษัท
จดทะเบียน และเข้าทำการซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2537
ด้วยประมาณการของผลประกอบการปี 2537 จะมีรายได้รวม 552.5ล้านบาท และกำไรสุทธิ 44.8
ล้านบาท ซึ่งผลจากประกอบการ เกิดขึ้นจริง บริษัท มีรายได้รวม 593.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 29.8
ล้านบาท
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) และบริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอส ซี เอฟ
จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ขอชี้แจงร่วมกันถึงการที่บริษัท มีกำไรสุทธิที่เกิดขึ้นจริง
ของปี 2537 ต่ำกว่าประมาณการเกินร้อยละ 25 นั้น เนื่องจากสาเหตุสำคัญ 2 ประการ คือ
1. ต้นทุนการขายเทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี 2537 ร้อยละ 77.4 ในขณะตัวเลขดังกล่าว
สำหรับประมาณการปี 2537 ร้อยละ 72.8 นั่นคือ ต้นทุนการขายเทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี 2537
สูงกว่าประมาณการร้อยละ 4.6 ในจำนวนนี้เป็นค่าวัตุดิบร้อยละ 4.5 สาเหตุมาจากการขึ้นราคาเม็ด
พลาสติกซึ่งเป็นวัตุดิบหลักในการผลิตสินค้าของบริษั ในเดือนมกราคม - ธันวาคม 2537 ที่ผ่านมาราคา
เม็ดพลาสติก PP, HDPE และ LDPE สูงขึ้นร้อยละ 94.49, 74.07 และ 51.16 ตามลำดับในขณะ
ที่ราคาขายสินค้าที่ใช้วัตุดิบเหล่านี้ปรับตัวขึ้นเพียงร้อยละ 14.45, 18.90 และ 8.82 ตามลำดับ
ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่าง รวดเร็วเกิดผลกระทบกับตลาดทั่วโลกจนเป็นเหตุให้โรงงานผลิตพลาสติก
แปรรูปขนาดเล็กต้องปิดตัวเองลงหลายบริษัท ทางบริษัทซึ่งนับเป็นผู้นำทางตลาดของประเทศไทยในปัจจุบัน
ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน แต่ทางบริษัทสามารแบกรับภาระที่เกิดขึ้น และเกิดผลเสียหายน้อย
ที่สุดทั้งแก่บริษัท และลูกค้า โดยบริษัท มีนโยบายรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า และประสงค์จะรักษาสัด
ส่วน MARKET SHARE ของบริษัทไว้จึงปรับราคาขายสินค้าเพิ่มสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย และจากประสบการณ์
ในการดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลายาวนาน จึงทำให้บริษัท สามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ดังกล่าวมาได้ด้วยดี
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาบริษัท ก็ได้มีการพัฒนาและปรับปรุงนโยบายระบบและวิธีการสั่งซื้อวัตุดิบให้สอด
คล้องกับนโยบายการขายตลอดเวลาและให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งหน่วย
งานในการติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของราคาเม็ดพลาสติกทำให้บริษัทรับทราบข้อมูล
ด้านราคาในปัจจุบัน และแนวโน้มราคาในตลาดโลกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ตลอดจนการกระจายความ
เสี่ยงในการจัดหาแหล่ง SUPPLY ให้มากยิ่งขึ้นนอกจากนี้ทางบริษัทยังได้มีการจัดตั้งหน่วยงาน R&D เพื่อ
วิจัยพัฒนาโรงงาน เครื่องจักร และเทคนิคการผลิตเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตรวมทั้ง
พยายามเน้นการขยายการผลิตสินค้าที่มี VALUE - ADDED และสินค้า มี NET MARGIN สูงให้เป็นสินค้า
หลักและมีสัดส่วนการขายมากขึ้น รวมทั้งมีนโยบายในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อเพิ่ม PRODUCT LINE
ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้บริษัทมีผลกำไรสูงขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังจะช่วยลดความเสี่ยงทางธุรกิจของบริษัท ต่อไป
ด้วย
2. ค่าใช้จ่ายในการขาย และบริหารเทียบกับยอดขายที่เกิดขึ้นจริงปี 2537 ร้อยละ 19 ในขณะ
ที่ตัวเลขดังกล่าวสำหรับประมาณการปี 2537 ร้อยละ 17.6 นั่นคือค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเทียบ
กับยอดขาย เกิดขึ้นจริงปี 2537 สูงกว่าประมาณการร้อยละ 1.4 เนื่องจากการที่บริษัทได้มีการขยายและ
เพิ่มกำลังการผลิต โดยเฉพาะถุงบางและถุงซิปทำให้ต้องมีการเพิ่มบุคคลากรเพื่อรองรับการขยายงานมาก
ขึ้นนอกจากนี้ทางบริษัทได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพิ่มขึ้นทั้งใน รูปของผลตอบแทนปรับปรุง
สวัสดิการต่าง ๆ และอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการทำงานให้ทันสมัย ตลอดจนเน้นการฝึกอบรมสัมนาให้มีความรู้ความชำนาญในงานมากยิ่งขึ้น
นอกจากค่าใช้จ่ายในการปรับปรุง และพัฒนาทรัพยากรบุคคลดังกล่าวแล้ว บริษัทยังประสบกับภาวะค่า
ระวางสินค้าในการส่งออก ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงผ่านมา แต่ปัจจุบันค่าใช้จ่ายในการส่งออกดังกล่าวได้ปรับ
ตัวลงสู่ภาวะปกติแล้ว
จึงเรียนมาเพื่อทราบ
(นายพิฑูร ตรีวิจิตรเกษม) (นายทวีวัฒน์ ยินอัศวพรรณ)
กรรมการ กรรมการ
บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน)
บริษั เงิน นหลัก รัพย์ เอส ซี เอฟ จำกัด (มหาชน)
ปรึกษาางการ